แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ APU แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ APU แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

[APU] เริ่มต้นชั้นปีสองกับการทำงานพิเศษครั้งแรก...(Part 1)



              นี่ก็ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์แล้วกับการเริ่มต้นใช้ชีวิตนักศึกษาปีสองที่ APU
              1 สัปดาห์ยาวนานดุจหนึ่งปี
              เนื่องจากตารางเรียนที่แสนจะหนักหน่วง (ลงทะเบียนไม่ดูสภาพสังขารตัวเอง) ทำให้ร่างกายและสมองของข้าพเจ้านั้นแทบจะแหลกสลายไปกับหมู่มวลวายุอันแรงกล้าบริเวณลานน้ำพุอันกว้างใหญ่พสุธา (เหรอ) แห่งเอพียูกันเลยทีเดียว
              และนอกเหนือจากตารางเรียนอันแสนบ้าระห่ำแล้วนั้น อินี่ก็ยังไม่หยุดหาเรื่องใส่ตัว
              ตั้งแต่ปิดเทอมที่ผ่านมา ตัวข้าพเจ้าที่นอนเปื่อยไปวันๆ อยู่ในดินแดนสยามเมืองยิ้ม ก็เกิดอาการเบื่อหน่ายกับชีวิตขึ้นมา ชั่วขณะหนึ่งก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
              ทำไมไม่ทำไบท์วะ? (ไบท์ ย่อมาจากคำว่า Bai-to หรือ Arubaito มีความหมายสั้นๆ ง่ายๆ ว่า งานพิเศษ)
              แรงบันดาลใจก็มาจากคนไม่ใกล้ไม่ไกล “เอิ้น” มนุษย์สุดติสท์เพื่อนร่วมบ้านร่วมทุกข์รวมสุขแม้ในยามมียามยากยามฉิบหายยามหายนะ ผู้มีจิตใจอันแกร่งกล้าไม่กลับไทยแม้ใจนั้นจะลอยไปหาข้าวเหนียวหมูปิ้งตั้งแต่ครึ่งปีก่อนโน่นแล้ว นางสละชีพเพื่อเงินและเงินในการทำไบท์ช่วงปิดเทอมที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในเมืองเบบปุแห่งนี้ (ที่จริงร้านก็อยู่แถวๆ บ้านอ่ะแหละ)จนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็นการใช้เวลาว่างแสนคุ้มค่านักเพราะได้ทั้งเงิน ประสบการณ์ และภาษาแม้มันจะต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา เอ๊ย น้ำพักน้ำแรง (อันน้อยนิด) ของเราก็ตาม
              ระหว่างที่เรานอนเปื่อยอยู่ที่ไทย “ไอซ์” มนุษย์สุดติ่งเพื่อนร่วมบ้านร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมติ่งทุกเวลาเช้าเที่ยงเย็นสามวันหลังอาหาร อีกมนุษย์ผู้มีจิตใจแกร่งกล้าไม่กลับไทยแม้หัวใจจะลอยไปหาก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าโปรดแถวบ้านแล้วก็ตาม นางก็ชักชวนให้ไปทำงานที่ร้านอาหารจีนแห่งนั้นด้วยกัน โดยไอซ์นั้นถูกชักชวนจากเอิ้นอีกที เราจึงตกลงกันว่าหลังจากที่ข้าพเจ้ากลับญี่ปุ่นไปแล้วจะไปสมัครงานที่ร้านนั้นด้วยกัน
              หลังจากที่เราเหินฟ้าจากแดนสยามเมืองมามาแลนดิ้งที่ญี่ปุ่นแดนปลาดิบ ไม่กี่วันจากนั้นเราก็ไปสมัครงาน ทว่า ตัวไอซ์ที่ชักชวนเราไปด้วยกันดันทิ้งเราไว้กลางทางเสียได้...
              นางตัดสินใจจะไม่ทำงานด้านล่าง จะยืนหยัดทำงานที่แคมปัสบนภูเขาสูงเฉียดฟ้า เอาไงล่ะทีนี้...ก็ฉายเดี่ยวสิครับ
              สำหรับร้านนี้เราสมัครเข้าไปโดยใช้ระบบ Shokai คือแปลไทยง่ายๆ เลยคือ “การแนะนำ” การแนะนำในที่นี้หมายความถึงการที่มีคนภายในร้านหรือคนรู้จักของเทนโจ (ผู้จัดการ) แนะนำตัวเราให้เทนโจรู้จัก อารมณ์แบบระบบฝากเข้าทำงานน่ะแหละ เป็นระบบที่ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก แค่โผล่หน้าไปให้เทนโจเห็นเค้าจะถามนู่นนี่นิดหน่อยแล้วจะตัดสินใจอีกทีว่าจะรับเราเข้าไหมอะไรประมาณนั้น
              ซึ่งผู้ที่แนะนำเราให้เทนโจแห่งร้านอาหาร China Kitchen รู้จักก็หนีไม่พ้นมนุษย์ติสท์อย่างเอิ้นนั่นเอง
               แต่อนิจจา ช่วงที่เราไปสมัครนั้นเป็นปลายเดือน คนที่ทำไบท์ที่นี่อยู่ก่อนแต่หยุดกลับบ้านเกิดกันไปชั่วคราวก็ทยอยกลับมาทำให้พนักงานเต็มไม่มีที่ว่างสำหรับมนุษย์แว่นเตี้ยอย่างเรา
              โถ ชีวิต
              เอาล่ะ แต่ชีวิตเราต้องไม่หยุดอยู่แค่นี้ งานนี้พลาดก็ต้องเดินหน้าหางานต่อไปเพื่อเอาเงินมาติ่ง เอ๊ย มายังชีพในต่างแดน หลังจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตเปื่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ เพราะยังไม่เปิดเทอม อันที่จริงก็ไม่เปื่อยเสียทีเดียวหรอก เพราะก่อนกลับไทยเราได้ทำการย้ายหอจาก AP House หอพักอลวนรวมพลคนทุกชาติมาอยู่อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่งในเมืองแล้ว อพาร์ตเม้นท์ที่เราอยู่เป็นอพาร์ตเม้นท์ขนาดกลาง เป็นห้องแบบ 3DK คือ 3ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัวไม่รวมห้องนั่งเล่น ซึ่งสมาชิกภายในบ้านก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้น คือ เอิ้น ไอซ์และเรา ซึ่งตอนนั้นเรายังจัดการเรื่องย้ายบ้านไม่ทันเสร็จเรียบร้อยก็กลับไทยไปก่อนเสียแล้ว โถถัง นี่ห้องนอนหรือเศษซากสงครามคะนี่ นั่นล่ะค่ะ เราจึงต้องเคลียร์ห้องให้เรียบร้อย ไปตระเวนแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ที่ City hall ธนาคารสองแห่ง ค่ายมือถือ AU ที่เราเซ็นสัญญาไว้รวมถึงไปรษณีย์ด้วย ดูๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะว่างเท่าไหร่นัก
              จนกระทั่งถึงวันว่างๆ ชิลๆ วันหนึ่ง เราก็ตระเวนเดินที่ย่านแถวๆ บ้านว่าที่ไหนมีสมัครรับคนทำไบท์บ้าง หลักการสังเกตง่ายๆ เลยคือถ้าร้านไหนรับจะมีการติดป้ายที่หน้าร้านเอาไว้ (บางร้านก็ติดไว้ด้านใน) จะมีรายละเอียดว่า รับสมัครตำแหน่งอะไรบ้าง ต้องทำกี่ชั่วโมง มีกะไหนให้ทำบ้าง ค่าจ้างชั่วโมงละเท่าไหร่ รวมถึงเบอร์โทรไว้ติดต่อเทนโจของร้าน
              ซึ่งวันนั้นเราก็ได้มาสามแห่ง แห่งแรกเป็นร้านเบเกอรี่ขึ้นชื่อของเบบปุ แห่งที่สองเป็นร้านอาหารจีนใกล้ๆ ไดโซะ แห่งสุดท้ายเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นหลัง Max Value เราได้ทำการโทรติดต่อไปที่แห่งแรกกับที่สุดท้ายเพราะมีรายละเอียดค่าจ้างเขียนไว้ชัดเจน ส่วนแห่งที่สองนั้นมีเขียนไว้เพียงเบอร์โทรเท่านั้น
              สำหรับที่แรก แค่โทรไปเราก็ได้รับความเฟลกลับมา เพราะเทนโจพูดรัวและเร็วมาก แถมใช้ศัพท์ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้เกิดอาการลนแบบหายนะ พูดไม่เป็นภาษากันเลยทีเดียว เทนโจเลยตัดบทว่าถ้าจะทำงานที่นี่ภาษาญี่ปุ่นต้องอยู่ในระดับดีมากเพราะต้องทำงานกับคนญี่ปุ่นล้วนๆ ก็เป็นการปฏิเสธการรับสัมภาษณ์กลายๆ ก็เป็นอันว่าอดไป
              สำหรับที่สุดท้าย เราโทรไปหลังจากเฟลจากที่แรกไม่นาน เทนโจพอรับโทรศัพท์ปุ๊บก็เหมือนจะรู้ทันทีเลยว่าเราเป็นคนต่างชาติจากสำเนียงการพูดจึงใช้คำไม่ยากมากในการสื่อสารเป็นอันว่าได้ตกลงวันสัมภาษณ์เรียบร้อย โดยเทนโจบอกว่าให้เอา Rirekusho ไปด้วย
              Rirekusho คืออะไร?
              Rirekusho คือแผ่นกระดาษเซ็ตหนึ่งที่มีไว้ให้เราใช้กรอกเวลาสมัครงาน จะมีให้กรอกชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ประวัติการศึกษา งานอดิเรก ข้อดีข้อเสียของตัวเอง และเหตุผลที่มาสมัครงาน อะไรพวกนี้เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องแนบรูปถ่ายไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเราสมัครงานโดยใช้วิธีปกติ (ไม่ใช่ระบบรับฝาก) ก็จะต้องใช้ไอ้ใบนี้ตลอด บางที่เราสามารถเอาไปยื่นได้เลยถ้าเห็นเค้าประกาศรับสมัคร ถ้าเค้าจะเรียกสัมภาษณ์ก็จะโทรติดต่อมา แต่ส่วนตัวแนะนำให้โทรไปนัดสัมภาษณ์ดีกว่า เราปวดหัวกับการเขียนไอ้กระดาษแผ่นนี้พอสมควร ดีที่ได้ฟ้าฟี่แห่งบ้านอรอนงค์ทั้งสี่มาช่วย
              เมื่อมาถึงวันสัมภาษณ์เราก็พกเจ้ากระดาษแผ่นนี้ไปพร้อมกับความง่วงและเบลอเพราะคืนก่อนหน้าดันซ่าไปร้องคาราโอเกะกับน้องๆ สายรหัส เมื่อไปถึงเทนโจก็รออยู่ก่อนแล้ว จากนั้นเค้าก็พาเราไปนั่งโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งในร้านซึ่งกลายเป็นสถานที่สัมภาษณ์ชั่วคราว สารภาพว่าวันนั้นเป็นครั้งแรกที่เข้าไปในร้านอาหารแห่งนี้เพราะเห็นจากด้านนอกก็สามารถสัมผัสได้ถึงความแพงหูฉี่จึงไม่เคยคิดจะเข้า ยอมรับเลยว่าเป็นร้านอาหาร ไม่สิ ขอใช้คำว่าภัตตาคารที่หรูหราเอาการ คิดว่าถ้าทำงานที่นี่ต้องเกร็งจนขาเป็นตะคริวแน่เพราะส่วนตัวไม่ค่อยจะถูกกับอะไรที่เป็นทางการนัก
              จากนั้นการสัมภาษณ์ก็เริ่มขึ้น เทนโจก็ถามไปเรื่อยๆ เราก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง บางคำถามก็ตอบได้โง่สุดอะไรสุด การสัมภาษณ์จบลงด้วยการที่เทนโจบอกว่าจะโทรมาบอกผลวันมะรืน ลึกๆ แล้วรู้สึกว่าจะไม่ได้เพราะบางคำถามตอบได้ไม่ดีเลย นี่คิดแทนเทนโจเลยว่าถ้าเราเป็นเทนโจก็ไม่เอาอิแว่นเตี้ยหน้ามึนนี่เหมือนกัน
           สองวันผ่านไปไวเหมือนโกหก
          เรานั่งลุ้นรอสายจากเทนโจทั้งวัน ไม่ใช่อะไร กลัวพี่ท่านจะโทรมาในเวลาเรียนแล้วเราไม่สามารถรับได้ แต่รอเล่ารอเล่าก็ไร้เสียงเรียกเข้าจากเบอร์ปริศนา ล่วงเลยมาจนค่ำก็เริ่มถอดใจ เปิดอนิเมะดูแก้เซ็ง ในระหว่างนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ที่ใช้ริงโทนสุดเก๋อย่างเพลง Miracle in December ของ EXO ก็ดังขึ้น
              เรา : โมชิโมชิ
              เทนโจ : สวัสดียามค่ำ นั่นใช่ เมย์ซังรึเปล่าครับ
              เรา : ใช่ค่ะ
              เทนโจ : ผมเทนโจ XX จากร้านอาหาร YY ขออภัยที่ติดต่อมาช้านะครับ
              เรา : ไม่เป็นไรค่า
              เทนโจ : ก่อนอื่น ต้องขออภัยจริงๆ นะครับที่ต้องบอกว่าคุณไม่ผ่าน
              เรา : คะ?
              เทนโจ : พอดีว่ารับคนอื่นเข้ามาแล้ว ต้องขออภัยด้วยจริงๆ
              เรา : เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะ
              จากนั้นก็จบบทสนทนา
              ..........
              ..........
              ..........
              แดกจุดไปดิ เฟลไปดิ
              ยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวังพอสมควร แม้จะถอดใจไปแล้วก็เถอะ แต่ก็นะ เค้าก็มีสิทธิ์เลือกคนที่คุณสมบัติดีกว่านี่เนอะ
              คืนนั้นก็ดูอนิเมะไปห้าตอนรวดเลยทีเดียว (การบ้านคืออะไร?)
              และแล้วจู่ๆ คำพูดของเอ๋ย มนุษย์เพศหญิงอีกนางจากบ้านอรอนงค์ทั้งสี่ เป็นมนุษย์โลกกลมคนหนึ่งผู้ที่รู้จักคนไปทั่วและคนทั่วไปรู้จักนางก็ลอยเข้ามาในหัวว่าเอ๋ยจะให้มิ้นท์ (จากบ้านอรอนงค์ทั้งสี่อีกเช่นเคย) แนะนำเข้าทำงานที่สวนสัตว์แอฟริกันซาฟารีโดยที่ตัวมิ้นนั้นทำงานที่นี่มากว่าครึ่งปีแล้ว ก่อนหน้านี้เคยมีรุ่นพี่มาเสนอไบท์นี้ในเฟสเมื่อครึ่งปีก่อนจึงรู้รายละเอียดของไบท์นี้บ้าง ตอนนั้นเราก็สนใจแต่เวลาไม่เอื้ออำนวย ปิดเทอมที่ผ่านมาก็มองข้ามไบท์นี้ไปเพราะค่าจ้างค่อนข้างถูกกว่าที่ขึ้นเพราะเป็นแบบจ้างเหมาทั้งวันตั้งแต่ 8:30 – 17:30 น. ยังไม่รวมที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อรอรถมารับเวลา 7:30 น. อีกนะแถมเป็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วย
              คือเป็นคนชอบนอนตื่นสายไง แถมวันเสาร์อาทิตย์นี่ก็กะจะนอนตื่นสายอยู่บ้านชิลๆ เลยไม่คิดสนใจไบท์นี้ แต่วินาทีนั้นนี่แบบ เอาก็เอาวะ ตอนนี้ขอแค่มีงานทำ ตื่นเช้าแค่ไหนเราก็จะสู้!
              วันนั้นเราจึงติดต่อพี่มิ้นไป พี่มิ้นก็ตอบกลับมาว่าโอเคจะลองฝากให้ แต่พี่มิ้นเพิ่งฝากเอ๋ยเข้าไป เดี๋ยวจะลองดูก่อน ถ้าเทนโจโอเคก็โอเค แต่ทว่า...เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา อยู่ๆ เอ๋ยก็มาบอกเราว่าให้เราไปแนะนำตัวแทนเอ๋ยเพราะเอ๋ยต้องไปตรวจสุขภาพทุกวันเสาร์เลยไปทำงานไม่ได้แล้ว เป็นอันว่าจากที่คิดว่าจะไปแนะนำตัวอาทิตย์หน้าก็กลายเป็นว่าเราต้องไปแนะนำตัวตั้งแต่เมื่อวาน...
              และแล้วก็มาถึงวันแนะนำตัว (ก็เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาน่ะแหละ) เราไปรอรถจากซาฟารีมารับพร้อมกับพี่มิ้นแล้วก็แนน (อีกสาวจากบ้านอรอนงค์ทั้งสี่) และเมื่อไปถึงเราก็ต้องงงเป็นไก่ตาแตกเพราะการแนะนำของที่นี่นั้น...ไม่เหมือนที่อื่น
           เมื่อไปถึงเทนโจก็ถามชื่อ (ขอเน้นว่าถามแค่ชื่อ) จากนั้นเราก็ได้รับคำสั่งให้ไปเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มของร้าน (เป็นร้านขายอาหารเครื่องดื่มของสวนสัตว์) เสร็จแล้วก็...เช็ดโต๊ะ เช็ดเสร็จเทนโจก็ให้แนนมาสอนงานเรา เราก็เรียนรู้งานไปกับแนนแบบงงๆ
              เดี๋ยวนะ...นี่คือรับเข้าทำงานแล้วใช่ป่ะ?
              เอาจริงเด้!?
              เป็นอันว่าตอนนี้เราก็มีไบท์ทำแล้วค่ะ ตอนนี้ทำมาได้สองวันแล้ว เดี๋ยวไว้จะมาเล่าทีหลังว่าการทำไบท์ที่สวนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะคิวชูนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
              จากการตระเวนหาไบท์ครั้งนี้ เราก็ได้ประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เผชิญหน้ากับความท้าทายและความหวังหวัง พร้อมกับบทเรียนบางอย่างที่ได้กลับมาให้ขบคิด
สิ่งที่เราคาดหวังไว้อาจไม่เป็นไปตามที่คาดเสมอไป ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรอก ระหว่างทางอาจจะสะดุด อาจจะท้อ อาจจะเฟลไปบ้างแต่ท้ายที่สุด...ก็ยังมีเส้นทางที่เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้เสมอ แม้ว่าเส้นทางเหล่านั้นอาจไม่ใช่เส้นทางที่เราวางแผนเอาไว้ก็ตาม
บางครั้งอาจมีหลายทางให้เลือกเดินมากจนไป อยู่ที่เราว่าจะตัดสินใจเลือกเดินไปทางไหน บางครั้งอาจมองไปเห็นหนทางให้ก้าวไป พบเพียงป่าไม้รกทึบและภูเขาสูงชัน
อยู่ที่ว่าเราจะหาวิธีฝ่าป่าไม้รกทึบนั้นไปได้ไหมและภูเขาสูงชันลูกนั้นไปได้ไหม

ใครจะรู้...จุดหมายปลายทางของเส้นทางนั้น อาจดีกว่าที่เราคาดเอาไว้ก็เป็นได้  

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

[APU] เหยียบย่างสู่รั้ว APU ไม่มีหยุดพัก

เนื่องจากหายหัวไม่ได้อัพบล็อคมาเสียนาน เอนทรี่ต่อไปนี้การเป็นการเล่าเรื่อวราวย้อนหลังเท่าที่หัวสมองน้อยๆ ของข้าพเจ้าจะนึกได้ ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่จดไว้ในไดอารี่ ส่วนนึงมาจากการเค้นจากสมอง เบลอบ้างมั่วบ้างไม่ว่ากันนะครับ




หลังจากฟินกับคอนเสิร์ตไปแล้วก็ถึงเวลาเตรียมตัวไปญี่ปุ่นกับเขาสักที =O=

ในที่สุดวันที่เราเดินทางไป APU ก็มาถึง!!

ซึ่งเราก็ตื่นสายเช่นเคย น้านุชกับน้าหมีมาหาช่วงเที่ยง เอาของมาฝาก ทั้งน้ำพริกแห้ง ขนม มะม่วงกวน ทุเรียนทอด บลาๆๆ

จะขนไปหมดมั้ยนั่น OTZ

ด้วยความสามารถในการยัดแบบขั้นเทพของน้าเราทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

ไปช็อปกันที่เซนทรัลแจ้งวัฒนะ เสร็จแล้วเราก็กลับมาอาบน้ำเตรียมเดินทางไปสนามบิน แวะไปรับพี่มายด์กับพ่อที่ดอนเมือง

พวกเรามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลาหกโมงเย็นนิดๆ ซึ่งมาก่อนเวลานัดนานมาก ฮ่าๆๆๆ เค้านัดตั้งสามทุ่มแน่ะ พวกเราไปกินมือเย็นกันที่ S&P ของเราสั่งข้าวหน้าไก่ S&P มา


ไม่อร่อยเลยให้ตายเถอะ =___=


กินเสร็จก็มานั่งแกร่วกันอยู่ สักพักวิกับแพรก็มาหาพร้อมกับของขวัญ ปริ่มมากกกกก ของวิเป็นกระเป๋าสะพาย ของแพรเป็นผ้าพันคอ ที่จริงสองคนนี้บอกให้แกะตอนมาถึงญี่ปุ่นแล้วแต่กล่องของขวัญใหญ่มากทำให้ขนขึ้นเครื่องลำบากก็เลยแกะซะเลยก่อนขึ้นเครื่อง ซอรี่น้า แต่ชอบของขวัญมากกกกกกกกกกก


ส่วนน้องแทมมาหาตอนใกล้จะเข้าเกทแล้ว พวกเราสองคนดูคลิปคอนเสิร์ตexoกันก่อนไป ตลกมาก ติ่งยันวินาทีสุดท้ายจริงๆ พวกพ่อกับแม่ พี่มายด์และน้านุชน้าหมีกลับกันไปแล้ว น้องแทมจึงเป็นคนส่งเราเข้าเกทไปขึ้นเครื่อง


และแล้วช่วงเวลาที่ท้าทายก็มาถึงนั่นคือ....การที่ต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ทั้งหมด!ตอนนี้เราจำชื่อเพื่อนได้เกือบหมดแล้ว (หรา?) มี EXO-L อยู่ด้วยแหละ คือไอซ์ เป็นเมนน้องแบค ภัทรเมนชาน เม้าท์กันมันส์ฝุดๆ ฮ่าๆๆๆ

เวลาเที่ยงคืนครึ่งก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องบิน เราโทรหาแจมแต่แจมไม่ได้รับ แบตก็ใกล้หมดจึงปิดเครื่องไป (ก็ต้องปิดอยู่แล้วป่ะวะ)

บนเครื่องเรานั่งข้างภูมิ (เขียนงี้ป่ะวะ) ภูมิเป็นคนเงียบๆ โลกส่วนตัวค่อนข้างสูง แต่เราคิดว่าถ้าได้คุยในเรื่องที่เขาสนใจเราสามารถคุยกันได้ยาวเลยล่ะ และเป็นคนมีน้ำใจด้วย

นั่งหิวกันสักแปบแอร์ก็เอาแซนวิชกับน้ำมาเสิร์ฟ ก็อร่อยดี หลังจากนั้นเราก็เปิดฟังเพลงเจ๊บริทย์นี่บนเครื่องแล้วก็หลับไป

ตื่นมาอีกทีก็ใกล้ถึงแล้ว แอร์เสิร์ฟอาหารเช้า เป็นเซ็ตออมเลต ไม่ค่อยถูกใจเพราะมันเลี่ยนๆ

และแล้ว เครื่องบินก็แลนดิ้งสู่ท่าอากาศยานฟุกุโอกะ เย้!!

เราไปถึงกันในช่วงเช้า วุ่นวายกับด่านตม.และเอากระเป๋าเดินทางนิดหน่อย ในทริปนี้มีคนซวยเนื่องจากกระเป๋าเดินทางโผล่ไปสวิซนั่นก็คือมิว ก็ลุ้นกันต่อไปว่าจะได้กระเป๋าวันไหน

หลังจากลำเลียงกระเป๋าขึ้นรถขนส่ง (?) กันหมดแล้ว พวกเราทั้งสามสิบชีวิต (มั้ง) ก็พากันไปขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางจากจังหวัดฟุกุโอกะเข้าสู่เมืองเบ็บปุต่อ ใช้เวลาประมาณสองชม.ซึ่งระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็หลับเป็นตายเลยเช่นกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เมื่อมาถึง รุ่นพี่ก็ให้เอากระเป๋าไปเก็บก่อนจะมานั่งจุ้มปุ๊กในห้องๆ หนึ่งของหอที่สอง เป็นตึกกลาง สักพักก็มีสมาชิก HAO มาต้อนรับ แนะนำตัวกันไปเล็กน้อยก็มาถึงช่วงเวลาที่ระทึกที่สุด นั่นก็คือ....การประกาศเลขห้องตัวเองนั่นเอง!!

อย่างที่รู้กัน (ใครรู้กับแก) ตอนยื่นเอกสารขอ COE จะมีเอกสารของ AP House ให้เลือกว่าจะอยู่ห้องเดี่ยวหรือห้องแชร์ ติ๊กไรก็ติ๊กไปเถอะ สุดท้ายเค้าก็สุ่มให้ บางคนติ๊กห้องเดี่ยวได้ห้องแชร์ บางคนติ๊กห้องแชร์ได้ห้องเดี่ยว....=__=

เราเลือกห้องเดี่ยวไปด้วยเหตุผลประการเดียว...

มันมีห้องส้วม!!

จะอธิบายความแตกต่างระหว่างห้องเดี่ยวกับห้องรวมให้

เริ่มจาก 'ห้องเดี่ยว' ก่อนละกัน

ห้องเดี่ยวมีความหมายตรงตัวคือห้องที่อยู่คนเดียว ปลีกวิเวก....ผิดส์ เอาเป็นว่าเข้าใจใช่มะ?

ข้อดี : ได้อยู่คนเดียว เป็นส่วนตัว มีห้องส้วม
ข้อเสีย : แคบ (แต่ก็ไม่ได้แคบอะไรขนาดนั้นนะ)

คร่าวๆ ประมาณนี้ นี่รูปตอนย้ายมาใหม่ อย่าให้เห็นสภาพตอนนี้นะ ฮ่าๆๆๆ


ส่วน 'ห้องแชร์' เราจะได้แชร์ห้องกับเพื่อนคนญี่ปุ่น 

ข้อดี : ได้เพื่อนคนญี่ปุ่น ห้องกว้าง 
ข้อเสีย : ไม่มีห้องส้วม ต้องไปใช้ส่วนกลาง

ก็แล้วแต่สไตล์ชอบอ่ะนะ ข้าพเจ้าเองนั้นเลือกห้องเดี่ยวไป 

ผลที่ได้คือ...ได้ห้องเดี่ยวจ้า!!! สมใจค่ะ คือลุ้นมาก เค้าบอกว่าคนที่ได้ห้องเดี่ยวจะได้ทิชชู่(ไว้ไปใช้ในห้องส้วม) คนที่ได้ห้องแชร์จะไม่ได้...

ไม่เคยอยากได้ทิชชู่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต....

และข้าพเจ้าก็ได้ทิชชู่มาครอบครอง วะฮะฮ่า!!!

เอิ่ม...จบเรื่องทิชชู่เถอะ

เอาเป็นว่า หลังจากทุกคนได้กุญแจห้องตัวเองมาแล้วนั้น ก็แยกย้ายกลับห้องตัวเองกันไปตามหอตามตึกที่ตัวเองได้ ของเราเป็นตึก L ตอนแรก RA จะพาเดินดูหอคร่าวๆ ก่อน สอนวิธีใช้เครื่องซักผ้า เปิดน้ำอุ่นบลาๆๆ หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปห้องตัวเอง ห้องของข้าพเจ้าอยู่ชั้น 5 ตึก L เป็นชั้นหญิงล้วน และก็ค้นพบว่าเพื่อนที่มารอบ Fall ด้วยกันอยู่ชั้นนี้เยอะพอดูเลย 

ก็มี เป๋าเป่า ไอซ์ (เมนน้องแบค) นัท มิจิโกะ (ลูกครึ่งไต้หวันผมสีชมพู ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสีคาราเมล) และข้าพเจ้า 

เป็นเดอะแกงค์ห้าสาวเลยจ้า 

ห้องของเราอยู่ติดกับนัท ช่วงแรกๆ เลยอยู่ด้วยกันบ่อย

สำรวจห้องสักพักก็ต้องไปสำรวจมหาลัยต่อ!!

เหนื่อยขั้นสุด คือน้ำยังไม่อาบ ยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น แต่ก็นะ ใครพาไปไหนก็ไปจ้ะ เราจะสู้!

แวะกินมื้อเที่ยงกันที่โรงอาหารของมหาลัย สั่งไก่ชุบแป้งทอดมา อร่อยดี

มื้อแรก หมดไป 361 เยน!




ส่อแววจนแต่วันแรก...

ก่อนจากจะขอฝากบางอย่างให้น้องๆ ที่จะมาในรอบถัดไป ว่าด้วยเรื่องของที่ควรจะขนติดกระเป๋ามาด้วย

1. ปลั๊กพ่วงของไทย เอาแบบที่เสียบรูกลมๆ ได้ด้วยอ่ะ ปลั๊กพ่วงญี่ปุ่นมีแต่รูแบน ใช้กับเต้าเสียบบางอันของเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยไม่ได้ อาทิเช่น ที่ชาร์ตโนตบุ๊คของข้าพเจ้าเป็นต้น

2. มาม่า + โลโบ้ อยู่สักพักคุณจะคิดถึงรสชาติของอาหารไทย พกๆ มาหน่อยก็ดี

3. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ติดรสชาติแบบไทยมาก จงเอาน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว บลาๆๆ มาด้วย รสชาติซอสปรุงรสของที่นี่ไม่เหมือนไทย โดยเฉพาะพริกป่น น้ำมะนาวและน้ำผึ้ง พริกป่นญี่ปุ่นหาความเผ็ดไม่เจอ รสชาติน้ำมะนาวไม่ถูกปาก และน้ำผึ้งที่นี่ไม่อร่อย (คหสต.)

4. Router มนุษย์ติดอินเทอร์เน็ตอย่างเราจะขาดไปได้อย่างไรกัน

5. ยังไม่รู้ ตอนนี้คิดออกแค่นี้ คิดออกเพิ่มจะมาอิดิท


วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องทุน APU - การเตรียมตัว การสัมภาษณ์

เอาล่ะ เนื่องจากตอนนี้ชีวิตคือว่างมาก อยู่บ้านไม่มีไรทำ รอไปเรียนเดือนกันยานู่น เลยมาทำประโยชน์อะไรกับชาวโลกเสียหน่อย

จากเอนทรี่ก่อนดูเหมือนว่าจะมีคนสงสัยเรื่องทุน APU อยู่ เราจึงจะมาอธิบายทุกอย่างไว้ในเอนทรี่นี้เลยก็แล้วกันนะจ๊ะ 



APU ย่อมาจาก Ritsumeikan Asia Pacific University เป็นมหาวิทยาลัยอินเตอร์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว ด้วยจุดเด่นที่มหาลัยนี่มีนึกศึกษาต่างชาติกับญี่ปุ่นเป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งทำให้มหาลัยแห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมนานาชาติไปโดยปริยาย โดยมหาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองเบ็บปุ จังหวัดโออิตะซึ่งเป็นเมืองที่โดดเด่นด้านออนเซ็นแถมค่าครองชีพไม่ค่อยสูงมาก มหาลัยนี้จึงเป็นอีกหนึ่งมหาลัยที่นักศึกษาต่างชาติให้ความสนใจมากทีเดียว

อันที่จริงแล้ว จุดเด่นของมหาลัยนี้อีกอย่างที่ดึงดูดนักเรียนม.ปลายวัยใสหัวใจเอนทรานซ์ให้เข้ามาสมัครกันก็คือ 'ทุน' 

ใช่ค่ะ...ทุน =.,=

ทางมหาลัยจะมีทุนลด 'ค่าเล่าเรียน' ตลอดระยะเวลา 4 ปี เรียกได้ว่าให้จนจบการศึกษาเลยนั่นเอง โดยจะมีทุนให้ตั้งแต่ 30% 50% 65% 80% ไปจนถึง 100% เลยค่ะ ซึ่งทุนนี้จะพิจารณาจาก

1. ผลการเรียนในระดับชั้นม.ปลาย (ไม่ต่ำกว่า 3.00)
2. คะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษ พวกไอเฟล ไอเอล โทอิค
3. ผลการสอบสัมภาษณ์
4. เรียงความภาษาอังกฤษ
5. Portfolio 

อันตัวข้านั้นได้ทุน 80 % มา ผิดหวังนิดหน่อย (อยากได้ 100% อ่ะ TwT) แต่ก็โอเค ดีกว่าไม่ได้ล่ะวะ ฮ่าๆ

อนึ่ง ทุนนี้เป็นแค่ทุนค่าเล่าเรียนเฉยๆ นะ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นเช่น ค่าหอ ค่ากินค่าอยู่นี่ต้องทุน พกมก. (พ่อกูแม่กู) โอนลี่ค่ะ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เมื่อไปถึงโน่นเราสามารถขอยื่นทุนได้อีกค่ะ มีสปอนเซอร์คอยสนับสนุนอยู่ พวกทุนค่ากินค่าอยู่ไรงี้ แล้วแต่เงื่อนไข อันนี้เรายังไม่ได้ไป ยังไม่ขอ อธิบายได้ไม่มาก


เอาล่ะ มาว่าด้วยเรื่องมหาลัยกันต่อ มหาลัยตอนนี้มีเปิดอยู่ด้วยกัน 2 คณะคือ

1. College of International Management (APM) 
2. College of Asia Pacific Studies (APS)

รายละเอียดย่อยของคณะก็ไปหาอ่านที่เว็บของมหาลัยกันเองนะ ฮ่าๆๆๆๆ


ตอนนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอนการสมัคร  อย่างแรกเราต้องเตรียมเอกสารประกอบการสมัครก่อน ซึ่งมีดังนี้

1. แบบฟอร์มการสมัคร หาโหลดได้ที่ http://admissions.apu.ac.jp/apply/download_form.html ไม่ก็สมัครออนไลน์ก็ได้นะ โดยต้องสมัครเป็นสมาชิกในเว็บของมหาลัยก่อน แล้วกรอกข้อมูลไปเรื่อยๆ ตามที่เค้าให้กรอก อันนี้บอกไว้ก่อนสำหรับคนที่จะชำระเงินค่าสมัครผ่านบัตรเครดิตนะคะ ต้องสมัครทางเว็บเท่านั้น แต่ถ้าโอนเงินผ่านทางธนาคารทั่วไปก็ทำวิธีไหนก็ได้ค่ะ

2. ผลการเรียนภาษาอังกฤษฉบับจริง ถ้ายังไม่จบม.6 ก็ยื่น 5 เทอม แต่ถ้าจบแล้วก็ยื่น 6 เทอมค่ะ

3. ผลการสอบภาษาอังกฤษ มี 3 อย่างให้เลือกคือ 1. TOEIC (700 ขึ้นไป) 2. TOEFL (61 ขึ้นไป) 3. IELTS (5.5 ขึ้นไป) หรือถ้าไม่มีก็เอาแบบฟอร์ม English Proficiency Evaluation ไปให้อาจารย์สอนอังกฤษที่โรงเรียนกรอกประเมินให้เราก็ได้ค่ะ แต่แนะนำว่าให้ยื่นคะแนนดีกว่าค่ะ ส่วนที่มีคนถามว่าคะแนนไม่ถึงยื่นได้มั้ย ขอตอบว่ายื่นได้ค่ะ แต่ถ้าต้องการทุนโดยเฉพาะ 80% ขึ้นไปก็ต้องเขียน essay ให้ได้อย่างเทพ สัมภาษณ์อย่างเลิศ ซึ่งเราขอแนะนำว่าไปสอบดีกว่าค่ะ พยายามที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น เหมือนเราก็ไปสอบโทอิคมาตั้ง 3 ครั้งแน่ะ 5555+ 

4. เรียงความภาษาอังกฤษ-เขียนตามหัวข้อที่ได้มาเลยค่ะ จะมีสองTopic ใหญ่ๆ เขียนเสร็จใครไม่มั่นใจก็เอาไปให้อาจารย์ช่วยเกลาภาษาให้ก็ได้ค่ะ แต่ขอย้ำนะคะว่าต้องเขียนเอง จริงอยู่ที่กรรมการอาจจะไม่รู้ว่าเราเขียนเองจริงหรือเปล่า แต่อย่าไปจ้างเลยค่ะ ส่วนตัวคิดว่าจะตรงนี้ยังทำเองไม่ได้ ต้องไปจ้างเอา ถึงเวลาเรียนจริงก็ไม่ไหวหรอกค่ะ อ้อ ในใบสมัครจะมีอีกหน้าหนึ่งให้เขียนสำหรับคนที่ต้องการขอทุน อีกหนึ่งหัวข้อนะ ใครไม่ขอก็ข้ามไป

5. หนังสือรับรองจากทางโรงเรียนภาษาอังกฤษฉบับจริง - เอกสารรับรองว่าเรียนจบแล้วไรทำนองนี้ ถ้ายังไม่จบก็ขอเอกสารยืนยันสถานภาพนักเรียนแทน

6. สำเนาหนังสือเดินทาง

7. Recommendation Letter แนบมากับใบสมัครแล้ว ให้อาจารย์กรอก ให้ดีเป็นครูอังกฤษ

8. รูปถ่าย 2 ใบ ขนาดนิ้วครึ่ง

9. หลักฐานการชำระเงินค่าสมัคร / สลิป

เอาล่ะหลังจากที่เราส่งเอกสารเหล่านี้ไปหมดเรียบร้อยแล้ว ทางมหาลัยก็จะออกตารางสัมภาษณ์มาให้ เราก็ไปตามคิวของเราค่ะ ให้ดีควรไปก่อนสัก 20 นาที 

สำหรับการสัมภาษณ์ ควรเตรียมตัวยังไงบ้าง???

การสัมภาษณ์นั้นจะใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาทีค่ะ โดยจะมีอาจารย์สองท่านคอยสัมภาษณ์เรา อาจารย์ใจดีและเป็นกันเองค่ะ ไม่ต้องกังวลไป รีแลกซ์เข้าไว้ ตื่นเต้นได้แต่อย่าถึงขั้นประหม่า

มีคำถามอะไรบ้าง....?

เอิ่ม เท่าที่จำได้นะ

1. ไหนลองแนะนำตัวเองซิ - เราก็แนะนำไปค่ะ ชื่อแซ่อะไร มาจากที่ไหน เรียนรร.ไร อยากเข้าคณะอะไร ซึ่งนำมาสู่คำถามต่อไป.... 

2. ทำไมถึงอยากเรียนเข้าคณะนี้ล่ะ - เราบอกไปว่าอยากเรียน APS สาขา IR ค่ะ เลยตอบไปว่าอยากเป็นฑูตไรงี้ 5555+ อันนี้แล้วแต่คณะนะคะ บอกเหตุผลของเราไปเองเลยค่ะ

3. คิดว่าปัญหาระหว่างไทย-ญี่ปุ่นตอนนี้คืออะไร - อันนี้อาจารย์จะถามให้โยงกับคณะที่เราเลือกค่ะ เหมือนเราเลือก IR อาจารย์เลยถามปัญหาระหว่างประเทศ ดูว่าเราสนใจเหตุการณ์ความเป็นไปของโลกมั้ย? 555+ข้อนี้เราแถค่ะ ขอไม่เปิดเผยว่าตอบไรออกไป พูดไปพูดมาโยงเข้าการเมืองค่ะ (ช่วงนั้นมีม็อบ) เลยเข้าสู่คำถามข้อต่อไปต่อ =O=

4. ถ้าหากคุณเป็นคนเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหาของไทยในตอนนี้ได้ คุณจะทำยังไง - โอ้วเบเบ้ ข้อนี้หินมาก มัน-หิน-มาก!!!! ไม่สามารถทำไรได้นอกจากแถต่อค่ะ (ไม่เปิดเผยเช่นเคย)

5. คุณคิดว่า ถ้าได้อยู่ APU แล้วจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง - แน่นอนว่าต้องตอบเหมือนกันทุกคนคือ Thai Week!! 555+ แล้วก็แถมไปอีกหนึ่งกิจกรรม ข้อนี้แล้วแต่เช่นกัน อยากทำไรก็บอกเค้าไปเลยค่ะ บอกเหตุผลไปด้วยก็ดี

6. คุณจะทำอะไรในกิจกรรม Thai Week - ตอบเหมือนกันทุกคนเช่นกันคือ รำไทยค่ะ!! ถามว่ารำเป็นมั้ย ก็ไม่นะคะ ข้อนี้ตอบตามอัธยาศัย จะตอบว่าระบำไทเก๊กก็ได้ไม่ว่ากัน (ห๊ะ?)

7. ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นผู้นำกับผู้ตามคุณจะเลือกอะไร? 


คำถามก็ทำนองนี้แหละค่ะ มีอีก แต่ไกด์ให้แค่นี้พอ กร๊ากกก (อิงก!) โดยรวมแล้วก็ถามความเห็นของเรานั่นแหละค่ะ คำถามจะเป็นไปตามคณะที่เราเลือก ไม่เหมือนกันแล้วแต่คนค่ะ ถ้าเลือกคณะอะไรไปก็เตรียมข้อมูลไปหน่อยก็ดีค่ะ เหมือนบริหารธุรกิจอาจจะถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจไรงี้ แต่ไม่ต้องซีเรียสมากค่ะ คำถามค่อนข้างโอเพ่น ให้เราแสดงความเห็นมากกว่า เค้าดูทัศนคติของเราด้วยรวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษว่าสามารถพูดคุยตอบโต้เขาได้รึเปล่า ของเราก็ลื่นบ้างติดขัดบ้าง แต่ก็ให้ระลึกไว้ว่าจงเป็นตัวของตัวเองค่ะ แสดงความมุ่งมั่นในการจะเข้ามหาลัยนี้ให้มากที่สุด คิดอะไรไม่ออกก็จงยิ้มสู้!! เคนะทุกคน ^O^! 



วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

ได้ทุน APU...สำเร็จแล้วนะ ^_^

วันนี้เป็นอีกวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งก็ว่าได้!

เป็นวันที่เราตื่นเต้นสุดชีวิต ตั้งแต่ยังไม่เริ่มวันใหม่ ทั้งยังลงทุนแหกขี้ตารอยันตีสอง...

ถามว่ารออะไรงั้นเหรอ?

"ประกาศผล APU" ยังไงล่ะ!! ฮ่าๆๆๆ

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง อุวะฮะฮ่า ปูเสื่อรอจนรากงอกละ ตั้งแต่วันที่ไปสอบสัมภาษณ์ก็ผ่านมา 21 วัน = 3 สัปดาห์พอดี

ถ้าดูบล็อกตอนที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าเราไปสอบโทอิคหลายต่อหลายครั้ง เพื่ออะไร?

ก็เพื่อมายื่น APU นี่แหละจ้ะ!!

รอยันตีสองก็ยังไม่ประกาศ ตื่นมาตอนเช้าก็ยังไม่มีเมล์ส่งเข้ามา รอแล้วรอเล่า จนกระทั่งทนไม่ไหว โทรไปหาแยมจัง ให้แยมจังโทรไปเช็คหน่อย

ผลตอบกลับมาว่า...

"วันที่ 17 มีนาคมเป็นวันที่ทางมหาลัยส่งผลทางไปรษณีย์ ส่วนการแจ้งผลทางอีเมล์จะประกาศในวันที่ 18 มีนาคมค่ะ"

หืม??

ไหนตอนสัมภาษณ์สตาฟบอกว่าส่งเมล์วันที่ 17 ไง??????????
.
.
.
นี่ตูข้าแหกตารอเพื่ออาร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย


แต่ก็นะ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือเมย์ยังมีแยมจัง

แม่นางรอถึงตีสามเจ้าค่ะ โอ้วววววววววววววววววววววววววว


ตอนนั้นเป็นช่วงสิบโมงเห็นจะได้ หมดแรง ขี้เกียจรอ ปลง รอลุ้นพรุ่งนี้ไปเลยแล้วกัน

เมื่อปล่อยวางได้ก็อ่านนิยายชิลๆ เจ้าค่ะ

พอเที่ยงครึ่งหม่อมแม่ก็มารับไปทานข้าว ระหว่างโซ้ยขนมหวานอยู่นั่นเอง แยมจังก็โทรไลน์มา...เสียงสั่นๆ

"เมย์ เมย์ได้ 80%"
.
.
.
ห๊ะ!!??? 

ไหนว่าประกาศพรุ่งนี้ไง รู้ได้ยังไง๊!!!!

สรุปคือเช็คในเว็บได้ก่อน สมองเบลอมากตอนนั้น ก่อนจะได้สติแล้วถามแยมจังกลับไปว่าแยมจังได้เท่าไหร่

"เราไม่ได้"

ชิบหายละ ข้าพตรูน่าจะเอะใจตั้งแต่เสียงนางสั่นๆ แล้วป่ะวะ

เราเงียบไปชั่วอึดใจ พยายามปลอบแยมจังที่กำลังร้องไห้อยู่อย่างเต็มความสามารถ เราไม่รู้จะปลอบยังไงดี เพราะเราก็เสียใจเหมือนกันที่แยมจังไม่ได้

ทั้งที่ตั้งใจจะไปอยู่ด้วยกันแท้ๆ

ทำไมวะ ทำไมแยมจังไม่ได้ อยากให้แยมจังได้อ้ะ โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ 

ปลอบกันไปเกือบครึ่งชั่วโมงเราก็ต้องวางสายเพราะเราต้องไปขอใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลที่นำมาซึ่งความหงุดหงิดในเวลาต่อมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

ที่จริงขณะนั้น เราก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันนะ

อย่างที่รู้ ใครๆ ก็อยากได้ทุน 100% ...เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ลึกๆ แล้วก็ผิดหวังนะ

แต่ก็นะ ความสามารถไม่มี บารมียังไม่ถึง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ได้แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ เนอะ ^^ 



อย่างน้อยพ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวเรามากแล้วล่ะ

ย้อนกลับมาตอนขอใบรับรองแพทย์ มีเรื่องหงุดหงิดล่ะ...

คนเยอะมาก รอคิวนานมาก แล้วที่นานไม่ใช่สาเหตุหลักที่คนเยอะนะ 

หมอยังไม่มา 

คือร่ะ??? บ่ายโมงกว่าแล้วนะ ยังไม่มา!!?? คนไข้ก็รอไปสิ ได้ยินคนไข้ด้านหลังทั้งบ่นทั้งด่าหมอกับโรงพยาบาลไฟแลบแล้วอื้อหืม...

มีอะไรอีกหลายอย่างที่รัฐสวัสดิการยังต้องแก้ไข้อีกเยอะนะเนี่ย =O= 

เราไม่ค่อยมาโรงพยาบาลเลยไม่ค่อยรับรู้ปัญหาอะไรพวกนี้เท่าไหร่ แต่พอรู้แล้วรู้เลย =__=

ขอขอบคุณคุณป้าด้านหลัง ที่บ่นกับคนข้างๆ (ให้เราได้ยิน) ฮ่าๆๆ แม้บางอย่างป้าจะบ่นด้วยอารมณ์อันคุกรุ่นแต่เราก็สัมผัสได้ว่ามันจริง 

เอาใบรับรองแพทย์เสร็จก็บ่ายสองกว่า (ไปบ่ายโมง =_=) กลับบ้านมาก็นั่งครุ่นคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี?

APU : ทุน 80 % VS. เทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น : ทุน 100 %

คือถ้าได้ทุน APU 100 % เราก็ไม่ลังเลที่จะไปหรอก ไม่ลังเลเลยสักนิด แต่ว่าได้ 80 % มีภาระค่าเทอมสองแสนกว่าเยน....

ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะเพ่ =[]=!!

ประเด็นไม่ได้มีแค่ตรงนั้น สองแสนกว่าเยนถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ราคาพอกับม.อินเตอร์บางที่น่ะแหละ ถูกกว่าด้วยซ้ำ แต่...!!!

ค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นมันอภิมหาโคตรแพงเลยนะขอรับ!

เกรงใจพ่อ เกรงใจแม่ ถ้าคิดค่าครองชีพ ค่าหอพัก รวมกับ ค่าเทอมแล้ว มันหนักเอาการ...

ทำไงดี ถ้าอยู่ไทยไม่ต้องเสียค่าเทอมสักบาท ค่าครองชีพก็ไม่ได้สูงมาก เรียนบริหารธุรกิจ

ถ้าอยู่ญี่ปุ่น ค่าครองชีพสูง เสียค่าเทอมปีละสองแสนเยน เรียนสังคมศาสตร์เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อยากอยู่ญี่ปุ่น....แต่ก็กลัว

อยากเรียนที่ญี่ปุ่น....แต่ก็เกรงใจพ่อแม่

ในหัวคิดวนเวียนอยู่กับที่ทั้งวัน คิดแล้วคิดอีก จนกระทั่งแม่มาบอกว่า พ่อกับแม่ให้ลูกไปญี่ปุ่นนะ

น้ำตาไหล...

บอกไม่ถูกทั้งปริ่ม ทั้งตื้นตัน ทั้งกลัว และที่สำคัญ...เกรงใจ

แต่อยากไป...

สุดท้าย...เราตัดสินใจว่าจะไป ^_^ พ่อยิ้มแม่ยิ้ม

รักพ่อกับแม่ที่สุดเลย 

แล้วลูกสาวคนนี้จะตั้งใจเรียนนะคะ!

สัญญา